Friday, November 25, 2005

ไฮโซสิบล้อ : จุลจักร จักรพงษ์ “สำหรับผม ไฮโซเป็นคำด่า”

ในช่วงนี้ ถ้าเดินผ่านแผงหนังสือ หลายๆ ท่านน่าจะได้เห็นนิตยสาร GM ฉบับล่าสุด ประจำเดือนพฤศจิกายน ที่นำจุลจักร จักรพงษ์ หรือฮิวโก้มาขึ้นปก ในฉบับที่ว่าด้วยเรื่องชนชาวสังคมชั้นสูงหรือไฮโซ บทสัมภาษณ์ของฮิวโก้ คำตอบที่ได้ยังคงตรงไปตรงมาเช่นเคย ลองอ่านดูนะครับ แรงสะใจดี :D


“ตกลงจะเอายังไงกันแน่” แท็กซี่กล่าวด้วยน้ำเสียงเจือหงุดหงิด หลังจากที่ผมเปลี่ยนจุดหมายปลายทางถึง 3 ครั้ง จากศรีย่านไปปิ่นเกล้า สุดท้ายผมก็บอกเขาว่าไปท่าพระจันทร์

“ขอโทษนะพี่ ผมเพิ่งไปสัมภาษณ์เล็ก เอ่อ...ฮิวโก้มา ยังมึนๆ อยู่”

“อื้อ” แท็กซี่พยักหน้าก่อนที่จะถามต่อว่า “เขาเป็นคนยังไงล่ะ” ด้วยความตาไว ผมเหลือบไปเห็นบางอย่าง “เขาก็ใช้มือถือรุ่นเดียวกันกับพี่และผมนั่นแหละ” รุ่นที่คนอื่นแซวว่าแม้แต่โจรกระจอกที่สุดก็ไม่อยากปล้น

ทำไมผมจึงตอบคำถามนี้ไป ทั้งๆ ที่เราคุยกันตั้งหลายเรื่อง


ปัญหาชายแดนภาคใต้ เศรษฐกิจต้องเป็นรองคุณธรรม พีระมิดที่อียิปต์ เจงกิสข่าน สึนามิ สงคราม รัฐต้องปกป้องประชาชน การเซ็นเซอร์ ความสวยงามของธรรมชาติ-ต้องพยายามเข้าใจคนอื่นมากกว่านี้ สัมผัส ศึกษา สนใจกับมันหน่อย เขาบอกผมอย่างนั้น

ผมถามกว้างๆ แต่เขาเจาะให้เป็นข้อๆ ผมแค่ทำหน้างงๆ ของผมเอง ในขณะที่เขาก็เป็นตัวของตัวเองอย่างถึงที่สุด ตลอดการทำงานของวันนั้น ไม่มีใครหลุดคำว่าฮิวโก้ไปสักครั้งเดียว ผมเรียกเขาว่า 'คุณเล็ก' ทุกคำ

“ไม่ละ” เขาปฏิเสธเสื้อผ้าสุดหรูที่ทีมงานนำมาด้วยน้ำเสียงนิ่มๆ แต่ก็ดันมีร่องรอยความกวนหน่อยๆ “เดี๋ยวเพื่อนแซวเอา เฮ้ย! เล็ก มึงใส่เสื้ออะไรวะ ไม่แนวเลย” เขาคว้าเสื้อตัวเองที่พาดบนโซฟามานำเสนอ “ใส่ตัวนี้ดีกว่า จับเนื้อผ้าดูสิ มันคนละอารมณ์เลย”

แล้วพวกผมจะทำอย่างไรได้ นอกจากมองตากันปริบๆ

“แอ็คเซสโซรี่ล่ะคะ” สไตลิสต์ถามเสียงจ๋อย “คุณเอากุญแจไปไขรถกระบะผมเลย มีหมดเลย” มันเป็นการถ่ายปกที่เรียบง่ายโคตรๆ แต่งหน้าไม่ถึง 2 นาที ผมไม่ต้องดราย ถึงแม้จะเคยเป็นนายแบบถ่ายแบบซึ่งเขาบอกว่าไม่ชอบเท่าไหร่เพราะอาย แต่จุลจักรไม่เคยเดินแบบสักครั้งในชีวิต

แต่ก็ต้องมีบ้างนะกับการที่ต้องนำเสนอตัวเองน่ะ? ผมถาม
นี่ไง-เขาย้ำเสียง ยืนหน้าเฉยๆ อยู่ตรงนั้นแหละ

“สิ่งเดียวที่ผมขายคืออัลบั้มของสิบล้อ มันคือสินค้าอย่างหนึ่ง ผมเป็นเพียงบุคคล ผมไม่ใช่สินค้า ซื้อไม่ได้”

ผมถามเขาไปว่าเมื่อรู้ว่าจะมีนักข่าวกับช่างภาพมาบุกถึงบ้าน เอ่อ...วัง เขาเตรียมตัวอย่างไรบ้าง
“ไม่ได้เตรียมตัวอะไรเลย ก็พยายามไม่เมาเละมาก พูดตรงๆ ผมเลิกถ่ายแบบไปนานแล้ว ไม่จำเป็นต้องหาเงินมากขนาดนั้น ผมพอมีเลี้ยงตัวเองถึงสิ้นปี ไม่ก็ไปเล่นเพลงฝรั่งตามบาร์ก็ได้ อะไรก็ได้ เพราะคนเรามีสิทธิ์เลือก แต่ GM ก็ไม่ถือว่าเป็นแฟชั่นจัด และวันนี้ผมก็ว่างอยู่ด้วย ผมรู้แค่ว่าผมไม่ควรพูดตอแหล เพราะมันเสียเวลาคุณ เสียเวลาคนอ่าน เราก็พูดได้แต่สิ่งที่เราเชื่อ เราคิด แต่ผมก็ไม่อยากยัดเยียดให้คนอื่นคิดแบบผม”

ในวัย 21 ปี จุลจักรเคยขึ้นปก GM มาแล้ว ตอนนั้นเขายอมกระโดดลงไปในสระน้ำตามคำขอของช่างภาพ แต่ครั้งนี้ไม่มีเสียละ ไม่มีวัน! เวลาผ่านมา 3 ปีแล้วนะ

“ผมเล่นละครประมาณ 7 เรื่อง และรู้สึกว่าเล่นได้ดีแค่ 2-3 เรื่อง ผมว่าผมทำไม่ได้อีก” จุลจักรบอกว่าในวัยอายุ 20 เขาไม่อยากจะใช้เวลาไปกับการมานั่งรอกองถ่าย แม้จะรู้สึกชอบอยู่บ้างในตอนแรกเพราะได้ทำความรู้จักกับคนอื่น แต่ไปๆ มาๆ มันออกแนวนั่งเล่นไพ่กันมากกว่า

“ที่เขาเขียนข่าวซุบซิบกันว่าคนนั้นไปชอบกับคนนี้น่ะเรื่องจริงส่วนมาก การถ่ายละครต้องไปคลุกคลีกับนางเอก แล้วถ้าเขาเกิดนิสัยดีขึ้นมา มันยุ่ง เข้าใจไหมว่ามันยุ่ง” เขาบอก เถอะนะ-เราก็ยังไม่ได้ยินเรื่องยุ่งๆ ของเขาทำนองนี้เลยใช่ไหม

“ความสนใจของผมตอนนี้ก็ต้องเป็นงานดนตรี เพราะเป็นงานชิ้นเดียวที่ทำได้และรู้สึกสบายใจ ผมโชคดีที่ผมเป็นคนมีทางเลือก ฉะนั้นต้องใช้วิจารณญาณมากกว่าคนอื่นด้วยซ้ำ เพราะไม่งั้นจะเป็นการฉวยโอกาส เป็นการเอาเปรียบสังคม เพราะว่าคนมีนามสกุลอย่างผมสามารถที่จะเปลืองตัวได้หลายๆ ทาง งานทั้งหมดที่ได้มาต้นตอของมันก็มาจากนามสกุลทั้งนั้นแหละ สังคมไทยให้ค่ากับนามสกุลมาก ซึ่งผมงงไง เพราะผมเรียนเมืองนอก ซึ่งเหยียดหยามด้วยซ้ำกับคนมีนามสกุลดังๆ”

ไม่เคยหวังเลยว่าคนจะชอบเยอะ จะได้รับการชมจากใคร หรือแม้แต่ตัวมวลเงิน คือสิ่งที่เขาคิดวันแล้ววันเล่าขณะที่ต้องทุ่มเทพลังงานให้กับงานดนตรีซึ่งเขาให้ค่าถึง 90 เปอร์เซ็นต์ของชีวิต

“ตื่นมาก็เล่นดนตรีที่ไหนก็ได้ ไม่มายด์ ถ้ามีตังค์จ้างผมก็ไป แต่ต้องไม่เกี่ยวกับ ส.ส. นะ ยิ่งให้ไปจับมือกันบนเวที ผมไม่เอา ผมจะไม่พูดอวยใครทั้งนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นหมอนวดยังสุจริตกว่า คุณอ่านหนังสือพิมพ์ คุณก็คิดเอาเองแล้วกัน”

จุลจักรบอกว่าสิ่งที่ทำให้เขาหนักใจอยู่บ้างคือการต้องประคองวงสิบล้อของเขาและเพื่อนๆ ให้อยู่รอด บางครั้งเขาก็สงสัยว่าตัวเองบ้าหรือเปล่า

“แต่โดยรวมผมค่อนข้างมั่นใจในเส้นทางที่เลือกแล้ว ถ้าเราตั้งใจทำ พิสูจน์ตัวเอง มันสะใจเรา แต่หลังๆ ผมก็ต้องไม่กังวลแล้ว เพราะมันจะมาครอบงำการตัดสินใจ ผมไม่อยากจะมานั่งแต่งเพลงป๊อปบ้าๆ บอๆ ตามสูตรเพื่อเลี้ยงวง เพราะนั่นไม่ใช่ข้อตกลงของวงในเบื้องต้น เราจะไม่เป็นแบบนั้น เราจะเป็นวงที่บริสุทธิ์ ต้องการนำเสนอเสียงที่คุณไม่เคยได้ยิน ความจริงใจ ความสบายใจในความแปลกกว่าคนอื่น เป็นแกะดำเท่กว่าเป็นแกะขาว”

แหกคอกอีกแล้ว-ผมนึกในใจ ไม่รู้ว่าเขาเบื่อโลโก้นี้ที่สังคมหยิบยื่นให้ไหม เขาตอบว่าเปล่า แต่กลับรู้สึกเป็นเกียรติมากๆ ด้วยซ้ำ

ถ้าอยากเจอคุณต้องไปที่ไหน ผมถาม อยากรู้ว่าไลฟ์สไตล์ของคนแหกคอกอย่างเขาเป็นแบบไหน “ผมเป็นคนสังคมแคบ มีเพื่อนนับได้มือข้างเดียว” เขาตอบ “เมื่อคืนก็เพิ่งไปเดินคลองถมมา” แล้วออกงานบ้างไหมล่ะ เขาส่ายหน้า ทำหน้ากวนยิ่งกว่าเก่า

“ผมไม่ชอบไปปาร์ตี้กับดารา คนดัง ลูกคนรวย แก๊งไฮโซ ไม่เคยและไม่เกี่ยวข้องด้วยเท่าไหร่ ผมไม่เห็นอะไรสนุกในนั้น ผมสามารถเรียนรู้จากคนที่ดิ้นรนหรือผ่านประสบการณ์ร้ายๆ ได้มากกว่า เรียนรู้จากคนที่ยอมรับว่า เฮ้ย! กูไม่เจ๋ง ไม่ใช่คนที่นั่งอินอยู่กับความเจ๋งของตัวเองคนเดียว ไฮโซถูกเลี้ยงมาอีกแบบ ซึ่งผมอาจจะฐานะเหมือนไฮโซ แต่ว่าผมไม่ได้โดนเลี้ยงมาอย่างนั้น แม่ไม่ได้เลี้ยงผมมาแบบที่ภูมิใจในความรวย แสดงความรวยให้คนเห็น”

“เวลาบนโลกนี้มันมีน้อยมาก เวลาที่เราจะใช้ในวันหนึ่งๆ เราจะใช้กับใคร จะใช้กับการทำอะไร มันมีตังค์ให้นะกับบางงานที่อยากให้เราไป แต่จะไปทำไม เพื่ออะไร มันมีเหตุผลเดียวคือเพื่อโปรโมตตัวเองใช่ไหม ผมไม่สนุกน่ะ งานสังคมไม่ได้มีประโยชน์ต่อผม ไม่ได้มีประโยชน์ต่อใคร เผลอๆ ไม่ค่อยมีประโยชน์ต่องานเท่าไหร่ด้วย”

ถ่ายรูปกันอยู่ดีๆ เมื่อรู้สึกว่าไม่สนุก เขาก็จะทำหน้าเหมือนอยากหายตัวไปนอกโลก เมื่อต้องเปลี่ยนมุมถ่ายรูปที่เขาไม่ได้อินด้วย เขาก็จะปฏิเสธเสียอย่างนั้น แต่ขอย้ำว่าด้วยสไตล์ดื้อแบบสุภาพของเขานี่แหละที่ทำเอาทีมงานโกรธไม่ลง

“รวยมันไม่ผิดหรอก แต่อย่าคิดเลยแม้แต่วินาทีเดียวว่าการที่คุณมีเงินปริมาณนี้ มันจะทำให้คุณดีกว่าคนที่มีเงินปริมาณน้อยกว่า แค่นั้นแหละ แน่นอนว่าคนรวยมักจะได้รับการศึกษาที่ดีกว่า แต่บางทีแม่งโคตรควายเลย ได้รับโอกาสทุกอย่างแต่แม่งก็ยังไม่รู้จักใช้ ถามว่าเงินซื้อความสุขได้ไหม ได้ในระยะสั้น แต่ตอนดึกๆ นอนอยู่คนเดียวท่ามกลางความรวยทั้งหมด แม่งเหงานรก เพราะฉะนั้นไม่น่าอิจฉาเท่าไหร่หรอก”

“พวกไฮโซจะทำอะไรก็ทำไปเถอะ ผมโคตรไม่แคร์เลยจริงๆ เพราะเขาเป็นคนจำนวนน้อยมาก ไม่ถึง 1 เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศนี้ ไฮโซในความหมายของผมคือคนที่ไปงานสังคมประจำ คนที่ดังโดยไม่มีอาชีพอะไร ดังเพราะความรวย สง่าราศี สำหรับผมไฮโซเป็นคำด่า เป็นคำที่น่าหมั่นไส้ คนที่ภูมิใจกับความไฮโซไม่ฉลาดเท่าไหร่ เพราะเขาไม่รู้ว่าคนอื่นกำลังหัวเราะอยู่”

“ผมว่าคนรวยคือคนที่ไม่มีหนี้ คนรวยคือคนมีเวลา นั่นคือความรวย บ้านนี้บ้านแม่ผม ไม่ใช่ของผมสักบาท เพราะฉะนั้นเงินในบัญชีที่เป็นของผมเองมันไม่ได้เยอะมากมาย แต่ผมคิดว่าผมรวยกว่าคนอื่นเพราะว่าผมไม่ได้เป็นหนี้ใคร โล่งดี ผมไม่อยากนึกเลย ความตึงเครียดของความเป็นหนี้ เป็นอะไรที่หดหู่ที่สุดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นคนชนชั้นอะไรก็ตาม นั่นแหละคือคอกขัง ตกเป็นทาสของคนอื่น ผมว่าหนี้คือระบบทาสของศตวรรษนี้”

“เรื่องชนชั้นเป็นประเด็นที่ผมสนใจที่จะทำลาย แน่นอนอยู่แล้วว่าโลกไม่ค่อยยุติธรรมเท่าไหร่ ความสุขสบายอยู่ในมือคนปริมาณน้อย ผมว่าเราไม่น่าจัดลำดับคุณค่าคนตามรายได้ สิ่งที่สำคัญๆ ในประวัติศาสตร์ สิ่งที่ดีงามมันมักจะไม่เกี่ยวกับเงิน มันไม่ใช่ประเด็นว่าคุณมีเงินเท่าไหร่ คนจัญไรมันก็คือคนจัญไรไม่ว่าเขาจะมีเงินเยอะแค่ไหน บางทียิ่งรวยยิ่งจัญไรด้วยซ้ำ เพราะไม่มีข้ออ้างเรื่องปากท้องด้วย ยิ่งรวยยิ่งเป็นโจร แปลกมากๆ”

“แสงควรจะส่องไปที่อื่นมั่ง”-ผมชอบประโยคนี้ของเขา และชอบมากขึ้นไปอีก เมื่อเขาบอกว่ามีทรัพย์สินพอสมควร แค่มีบ้านอยู่ มีข้าวกินพอให้ไม่เป็นทุกข์ แต่มากกว่านั้นก็ไม่จำเป็นแล้ว

เราคุยกันอีกหลายเรื่อง ผมโชคดีที่เขามีเวลาให้ผมเยอะ เพราะเขาไม่ชอบถ่ายรูปแต่ชอบแสดงความคิดเห็น ทีมงานกลับไปหมดแล้ว ผมนั่งอยู่กับเขาตามลำพัง

รู้สึกอย่างไรที่มีคนยกให้คุณเป็นไอดอลหรือมาห้อมล้อมรุมรัก
“ต้องอย่าคิดว่าเป็นเพราะเราดี หล่อ เก่ง เจ๋ง แต่ต้องคิดว่าเป็นเพราะเรามีชั่วโมงบนจอโทรทัศน์ ณ เวลานั้นเยอะ คนดังน่ะเป็นใครก็ได้ และมันจะเซ็งกับตรงนี้ไง เขารู้ได้ไงว่าผมเป็นคนดี เขารู้ได้ไงว่าผมเป็นคนที่สมควรจะชื่นชอบ มีคนบอกว่าในอินเตอร์เน็ตเขียนด่าผมห่าเหวอะไรก็ไม่รู้ แต่ผมไม่อ่านเพราะเดี๋ยวอารมณ์เสีย ก็เป็นสิทธิ์ของเขาที่จะวิพากษ์วิจารณ์ ถ้ารับไม่ได้ก็ไปทำอาชีพอื่นซะ มันก็ต้องโอเคละ สำหรับผมชื่อเสียงโดยล้วนๆ โล้นๆ เป็นอะไรที่ไม่ค่อยน่ามีเท่าไหร่ ผมมีความสุขยามเดินทาง เล่นดนตรี นั่งคุยกับเพื่อน อ่านหนังสือมากกว่า”

“สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่าย” เท่าที่จำได้ ไม่เคยมีดารา นักร้องคนไหนพูดจาวิพากษ์วิจารณ์สังคมได้แรงเท่ากับที่เขาพูดคำนี้มาก่อน

ตอนนี้คุณอยากจะพูดอะไรที่มันลือลั่นเหมือนเมื่อ 3 ปีที่แล้วบ้างไหม ผมถาม เขายิ้มแล้วก็พูดเรื่องเดิมแต่ในมิติที่ลึกขึ้น สุดท้ายเขาก็บอกผมว่า “ผมทนสังคมที่พูดอย่าง ทำอย่างไม่ได้”
เนื้อหาทั้งหมด คัดลอกมาจากเว็บไซต์ของ GM ครับ (www.gmmultimedia.co.th)

6 Comments:

At 25/11/05 03:52, Anonymous ตุ้มเม้ง said...

แต่ต้องไม่เกี่ยวกับ ส.ส. นะ ยิ่งให้ไปจับมือกันบนเวที ผมไม่เอา ผมจะไม่พูดอวยใครทั้งนั้น ผมรู้สึกว่าเป็นหมอนวดยังสุจริตกว่า


.........55555 กำลังเกลียดพวกดนตรีเพื่อชีวิตอยู่เลย เกลียดคนน่ะนะ เพลงมันเพราะดีจริง แนวทางที่มันเค้นออกมาแพล่ม ฟังแล้วหรูน่าสรรเสริญ แต่เอาจริงๆ ยิ่งกว่าเลียตูดอีก แม่งทั้งดูดไข่ ขอให้จ้างกรูเถอะ talk the talk but can't walk the walk


“สังคมไทยไม่ยอมรับว่าวัยรุ่นเดี๋ยวนี้เอากันเหมือนกระต่าย”

..... 55555 Jack Rabbit

 
At 25/11/05 11:02, Blogger Saruj said...

มีหลายประเด็นที่่น่าถกกันบทโต๊ะอาหารอีกแล้ว ...


อิอิ

 
At 25/11/05 13:31, Blogger Crazycloud said...

Hugoเป็นดาราวัยรุ่นที่ผมชอบที่สุด

เป็นส่วนผสมของ "เจ้า" เชื้อรัสเซียที่ลงตัวกับความเป็นสามัญ

เป็นส่วนผสมของ เด็กแนว กับ ปัญญาที่แม้ผู้ใหญ่พึงมี

เป็นความตรงไปตรงมา ที่ซื่อสัตย์ แต่ดูก้าวร้าวในสายตาคนบางคน

สังคมเรา ชอบฟังเรื่องโกหกที่สุภาพ มากกว่า เรื่องจริงที่หยาบคาย ขอรับ Hugo จึงยังได้รับการยอมรับทางปัญญาน้อยกว่าหน้าตาของเขา และดาราวัยรุ่นกลวงๆท่านอื่นๆขอรับ

 
At 25/11/05 17:47, Anonymous amygdala said...

คุณสรุจ.. แหม อยากร่วมวงอาหารกับคุณซักมื้อซะแล้วสิ

 
At 26/11/05 01:56, Blogger bangkok said...

เอ๊ะ .. ไหงมานัดกินข้าวจู๋จี๋กันในบล็อกผมล่ะเนี่ย

:D

 
At 26/11/05 12:20, Anonymous วันดี said...

น่าเสียดายที่ดูก้าวร้าวไปหน่อย ทำให้เข้าถึงคนได้น้อย (เอ๊ะ หรือมาก?) ประโยชน์ที่เกิดลดลง แทนที่คนจะฟังหรือแทนที่จะช่วยสังคมได้ 100 ก็อาจจะได้แค่ 10 แต่ก็นั่นล่ะ ถ้าเป็นตัวเองก็ดีที่สุด เพราะถ้าทำเถื่อนๆ เพื่อความเท่ มันจะตลกและขัดแย้งกับสิ่งที่ตัวคุณฮิวโก้พูดเองอย่างที่สุด

ส่วนตัวไม่ชอบเรื่องโกหกที่สุภาพมากไปกว่าเรื่องจริงที่หยาบคาย ถ้ามีเรื่องจริงที่สุภาพได้ก็จะดีมากๆ

 

Post a Comment

<< Home